ดร.อลงกต ชูแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรียน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาที่เคารพทุกท่าน การเสียชีวิตของช้างป่า “สีดอหูพับ” ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจประชาชนทั้งประเทศ และจุดประกายการถกเถียงในวงกว้างอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเกี่ยวกับ สิทธิสัตว์ ความรับผิดของรัฐ และความชอบธรรมของระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

 

กระแสสังคมที่หลั่งไหลอย่างรวดเร็ว มิได้เป็นเพียงอารมณ์ชั่วคราว หากแต่สะท้อน ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของจิตสำนึกสาธารณะ ที่ประชาชนจำนวนมากตระหนักว่า สัตว์ป่าไม่ใช่วัตถุแห่งการจัดการแต่คือ “ชีวิต” ที่ควรได้รับการคุ้มครองอย่างมีศักดิ์ศรี

 

ยิ่งไปกว่านั้น ช้างมิใช่สัตว์ป่าทั่วไป หากแต่เป็น สัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติไทย เป็นรากฐานของอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของชาติ การสูญเสียช้างป่าในบริบทของความล้มเหลวเชิงระบบของรัฐ จึงมิใช่เพียงโศกนาฏกรรมทางนิเวศ หากแต่เป็น บาดแผลเชิงศีลธรรมของสังคมไทยทั้งระบบ

 

ภายใต้บริบทเช่นนี้ รัฐสภาและวุฒิสภา ไม่อาจดำรงบทบาทเชิงรับ หรือจำกัดตนเองไว้เพียงการตรวจสอบความถูกผิดรายกรณี หากแต่จำเป็นต้องก้าวขึ้นเป็นกลไกนำการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน

 

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ



1. เหตุใดรัฐสภาจึงต้องขยับอย่างจริงจังในขณะนี้ การเรียกร้องจากสังคมในกรณีสีดอหูพับ มิได้เกิดจากอารมณ์สงสาร หากแต่เกิดจาก ความรู้สึกไม่ยอมรับต่อความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐผลิตซ้ำอย่างต่อเนื่อง

 

เสียงสะท้อนจากประชาชน นักวิชาการ สัตวแพทย์ นักกฎหมาย ภาคประชาสังคม และเยาวชน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยกำลังเรียกร้อง “ระบบใหม่” ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การเพิกเฉยหรือถ่วงเวลาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ จะไม่เพียงทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบรัฐสภา แต่จะทำให้รัฐสูญเสีย ความชอบธรรมทางศีลธรรม (moral legitimacy) อย่างรุนแรง ในทางกลับกัน หากรัฐสภาใช้โอกาสนี้เป็น จุดตั้งต้นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รัฐสภาจะสามารถฟื้นบทบาทของตนในฐานะ “สถาบันตัวแทนเจตจำนงของประชาชน” ได้อย่างแท้จริง

 

2. ทางออกในระหว่าง “สุญญากาศเชิงนโยบาย”: สิ่งที่รัฐสภาควรทำทันที ในระยะสั้น ระหว่างที่การปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างองค์กรยังต้องใช้เวลา รัฐสภาควรผลักดัน มาตรการเฉพาะหน้าเชิงระบบ เพื่อหยุดยั้งวงจรความสูญเสียซ้ำซาก ดังนี้

  • 2.1 เสนอญัตติให้ “ชะลอการเคลื่อนย้ายช้างป่าทั่วประเทศ” ยกเว้นกรณีฉุกเฉินขั้นวิกฤต โดยกำหนดให้ทุกปฏิบัติการต้องผ่านคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านสัตวแพทยศาสตร์ นิเวศวิทยา และจริยธรรมสัตว์
  • 2.2 ตั้ง “คณะทำงานเฉพาะกิจของรัฐสภา” เพื่อกำหนด แนวปฏิบัติชั่วคราวระดับชาติ (Interim National Protocol)ว่าด้วยการจัดการช้างป่าในสถานการณ์เผชิญหน้าเพื่อทดแทนภาวะสุญญากาศที่มีอยู่ในปัจจุบัน
  • 2.3 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นระดับชาติ โดยเชิญ นักวิชาการ สัตวแพทย์เฉพาะทาง ชุมชนชายป่า เกษตรกร ภาคประชาสังคม และเยาวชน เข้าร่วมออกแบบแนวทางชั่วคราวร่วมกัน ซึ่งมาตรการเหล่านี้ไม่ใช่การรอคอยกฎหมายใหม่แต่คือ การแสดงภาวะผู้นำเชิงนโยบายของรัฐสภา
  •  

 

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

 


3. การปฏิรูปกฎหมาย: ภารกิจเชิงประวัติศาสตร์ของรัฐสภา การแก้ปัญหาคน–ช้างป่าอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจาก การรื้อฐานคิดทางกฎหมาย

  • 3.1 แก้ไข พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าโดยปรับหลักการสำคัญ ได้แก่ ยอมรับสัตว์ป่าในฐานะ สิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าในตัวเอง บรรจุ หลักสวัสดิภาพสัตว์ เป็นแกนกลาง ใช้ หลักความระมัดระวังสูงสุด ในทุกปฏิบัติการ กำหนดให้การใช้ยาซึมเป็น มาตรการสุดท้ายเท่านั้น
  • 3.2 ตรากฎหมายใหม่: พ.ร.บ. การจัดการคน–สัตว์ป่าแบบมีส่วนร่วม เพื่อย้ายศูนย์กลางอำนาจ → จากระบบราชการ → สู่ชุมชนและพื้นที่(ทุกแห่งในประเทศไทยที่เกิดปัญหาการเผชิญหน้าระหว่างคนกับช้างป่า) โดยรับรอง

- สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

- สิทธิในการร่วมตัดสินใจ

- สิทธิในการตรวจสอบ

- สิทธิในการได้รับการเยียวยา

- สิทธิในการฟ้องคดีแทนสัตว์ป่า

 

4. การรื้อโครงสร้างองค์กร: จากรัฐควบคุม → รัฐประสาน รัฐสภาควรขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างองค์กรการจัดการสัตว์ป่า โดย

  • 4.1 จัดตั้ง “สภาการจัดการคน–สัตว์ป่าระดับจังหวัด” ที่มีอำนาจตามกฎหมายและมีสัดส่วนภาคประชาชน ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
  • 4.2 ปรับบทบาทหน่วยงานรัฐ จาก“ผู้ควบคุม – ระงับเหตุ – เคลื่อนย้าย”สู่ “ผู้สนับสนุน – เสริมศักยภาพชุมชน – ฟื้นฟูนิเวศ”
  • 4.3 จัดตั้ง “กองทุนการจัดการคน–ช้างป่าแห่งชาติ” เพื่อสร้างระบบป้องกัน + เยียวยา + ฟื้นฟู อย่างยั่งยืน

 

5. การตรวจสอบ: จากพิธีกรรม → สู่การเปลี่ยนโครงสร้าง กรณีสีดอหูพับต้องไม่จบลงด้วยรายงานเชิงพิธีกรรมรัฐสภาควรตั้ง กรรมาธิการวิสามัญร่วมสองสภา เปิดข้อมูลสาธารณะทั้งหมด เชื่อมผลสอบเข้ากับการแก้กฎหมายและรื้อโครงสร้างองค์กร เพื่อให้การตรวจสอบครั้งนี้เป็น จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ

บทสรุป: สีดอหูพับ = เส้นแบ่งระหว่างระบบเก่ากับอนาคตใหม่

 

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบดร.อลงกต จี้รัฐสภาใช้กรณีสีดอหูพับปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ

 

ท่านสมาชิกที่เคารพ

 

กรณี “สีดอหูพับ” ได้สร้าง ฉันทามติทางศีลธรรมครั้งสำคัญของสังคมไทยว่าสัตว์ไม่ใช่ทรัพย์และช้างไม่ใช่เพียงทรัพยากรแต่คือ ชีวิตที่มีศักดิ์ศรี หากรัฐสภาเลือกปล่อยให้เหตุการณ์นี้จบลงเช่นกรณีที่ผ่านมาความสูญเสียนี้จะไม่ใช่อุบัติเหตุแต่จะกลายเป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่รัฐเลือกจะคงไว้ แต่หากรัฐสภาใช้โอกาสนี้เป็น จุดแตกหักของระบบเก่า และร่วมกันผลักดัน กฎหมายใหม่ องค์กรใหม่ ระบบตรวจสอบใหม่

 

กรณีสีดอหูพับจะกลายเป็น จุดเริ่มต้นของสัญญาประชาคมใหม่ ระหว่างรัฐ มนุษย์ และธรรมชาติ และจะเป็น หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ ที่รัฐสภาชุดนี้ได้ร่วมกันจารึกไว้

 

ด้วยความเคารพอย่างสูง

 

ที่มา @Alongkot Chukaew

 

 

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew

ภาพ @Alongkot Chukaewภาพ @Alongkot Chukaew